วันพุธที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

เทคโนโลยีสาระสนเทศ

 ITและICT

                 ITย่อมาจาก information technology แปลว่า เทคโนโลยีสารสนเทศ หมายถึงเทคโนโลยีในการรวบรวมข้อมูล การจัดเก็บอย่างมีระบบ การเรียกหาข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว การประมวลผล การวิเคราะห์ผลที่ได้จากการประมวลนั้น รวมไปถึงการเน้นในเรื่องการแสดงผล และประชาสัมพันธ์สารสนเทศนั้นอย่างมีประสิทธิภาพ ในรูปแบบที่เหมาะสมกับผู้ที่จะนำไปใช้ต่อไป ตลอดไปจนถึงการสื่อสารข้อมูลนั้นไปยังหน่วยงานต่าง ๆ ด้วย ว่ากันว่า IT กำลังจะก้าวเข้ามาแทนวิชา MIS (management information system) เพราะมีขอบเขตกว้างขวางกว่ามาก สรุปสั้น ๆ ได้ว่า เป็นเหมือนการนำวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ (computer science) รวมกับนิเทศศาสตร์ (mass communications)
                ICT ย่อมาจาก Information and Communication Technology แปลว่า เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หมายถึง เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับข่าวสารข้อมูลและการสื่อสาร นับตั้งแต่การสร้าง การนำมาวิเคราะห์หรือประมวลผล การรับและส่งข้อมูล การจัดเก็บและการนำไปใช้งานใหม่ เทคโนโลยีเหล่านี้มักจะหมายถึง คอมพิวเตอร์ ซึ่งประกอบด้วยส่วนอุปกรณ์ (hardware) ส่วนคำสั่ง (software) และส่วนข้อมูล (data) และระบบการสื่อสารต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์ ระบบสื่อสารข้อมูล ดาวเทียมหรือเครื่องมือสื่อสารใด ๆ ทั้งมีสายและไร้สาย (ความหมายตามที่ให้ไว้ในแผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของประเทศไทย พ.ศ. 2545-2549) เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมีความจำเป็นต่อชีวิตประจำวันทุกวันนี้อย่างยิ่ง จึงตั้งหน่วยงานขึ้นรองรับและบริการ เกิดเป็นกระทรวงใหม่ชื่อ "กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร-Ministry of Information and Communication Technology" หรือกระทรวงไอซีที-ICT

วิทยาการและไอที

เทคโนโลยีสารสนเทศ - กับองค์กร แนวโน้ม การนำมาใช้ การปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง

การปรับตัวขององค์กรในยุคสารสนเทศ
          ความก้าวหน้าและพัฒนาการของเทคโนโลยีสารสนเทศส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติงานแต่ละหน่วยงานมากขึ้น องค์การต่าง ๆ ในฐานะที่เป็นระบบย่อยภายในระบบสังคมมีความจำเป็นที่จะต้องปรับตัว เพื่อความอยู่รอดและการเจริญเติบโตในอนาคต    ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้

          หลายหน่วยงานได้ปรับโครงสร้างขององค์การจากโครงสร้างแบบลำดับขั้นเข้าสู่โครงสร้างระบบเครือข่าย พัฒนาการของเทคโนโลยีสารสนเทศช่วยลดขั้นตอนการทำงาน ช่วยให้การตัดสินใจ และการประสานงานระหว่างหน่วยงานมีประสิทธิภาพ จึงไม่ต้องมีการตรวจสอบและควบคุมเป็นลำดับขั้น นอกจากบุคลากรรุ่นใหม่ยังมีความรู้และทักษะการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศสูงกว่าในอดีต    จึงพร้อมที่จะรับผิดชอบในการปฏิบัติงานของตนและกลุ่มมากขึ้น
แนวโน้มการใช้เทคโนโลยีขององค์การ
           ปัจจุบันพัฒนาการและการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ในองค์การ ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม ซึ่งก่อให้เกิดความท้าทายแก่ผู้บริหารในอนาคตให้นำเทคโนโลยีมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ธุรกิจ โดยผู้บริหารต้องมีความรู้ ความเข้าใจ และวิสัยทัศน์ต่อแนวโน้มของเทคโนโลยี เพื่อให้สามารถตัดสินใจนำเทคโนโลยีมาใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเราสามารถจำแนกผลกระทบของเทคโนโลยีที่มีต่อการทำงานขององค์การออกเป็น 5 ลักษณะ ดังต่อไปนี้

           1. การปรับปรุงรูปแบบการทำงานขององค์การ
           2. การสนับสนุนการดำเนินงานเชิงกลยุทธ์
           3. เครื่องมือในการทำงาน
            4. การเพิ่มผลผลิตของงานโดยเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล
            5. เทคโนโลยีในการติดต่อสื่อสาร

ระบบของคอมพิวเตอร์

                ฮาร์ดแวร์ (hardware)หมายถึง อุปกรณ์ต่างๆ ที่ประกอบขึ้นเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ มีลักษณะเป็นโครงร่างสามารถมองเห็นด้วยตาและสัมผัสได้ (รูปธรรม) เช่น จอภาพ คีย์บอร์ด เครื่องพิมพ์ เมาส์ เป็นต้น ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นส่วนต่างๆ ตามลักษณะการทำงาน ได้ 4 หน่วย คือ หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit : CPU) หน่วยรับข้อมูล (Input Unit) หน่วยแสดงผล (Output Unit) หน่วยเก็บข้อมูลสำรอง (Secondary Storage)
                ซอฟต์แวร์ คือโปรแกรมหรือชุดคำสั่ง ที่สั่งให้ฮาร์ดแวร์ทำงาน รวมไปถึงการควบคุมการทำงาน ของอุปกรณ์แวดล้อมต่างๆ เช่น ฮาร์ดดิสก์ ดิสก์ไดร์ฟ ซีดีรอม การ์ดอินเตอร์เฟสต่าง ๆ เป็นต้น ซอฟต์แวร์ เป็นสิ่งที่มองไม่เห็นจับต้องไม่ได้ แต่รับรู้การทำงานของมันได้ ซึ่งต่างกับ ฮาร์ดแวร์ (Hardware) ที่สามารถจับต้องได้  ซึ่งแบ่งเป็น 2 ประเภทคือ ซอฟต์แวร์ระบบ ( System Software )
 ซอฟต์แวร์ประยุกต์ (Application Software)
                บุคลากรจะเป็นสิ่งสำคัญที่จะเป็นตัวกำหนดถึงประสิทธิภาพถึงความสำเร็จและความคุ้มค่าในการใช้งานคอมพิวเตอร์ ซึ่งสามารถแบ่งบุคลากรตามหน้าที่เกี่ยวข้องตามลักษณะงานได้ 6 ด้าน ดังนี้
  นักวิเคราะห์และออกแบบระบบ (Systems Analyst and Designer  :  SA )
  โปรแกรมเมอร์ ( Programmer )
  ผู้ใช้ ( User )
  ผู้ปฏิบัติการ (Operator )
  ผู้บริหารฐานข้อมูล ( Database Administrator : DBA )
  ผู้จัดการระบบ (System Manager)
(Data) หมายถึง ข้อเท็จจริงหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แล้วใช้ตัวเลขตัวอักษร หรือสัญลักษณ์ ต่างๆ ทำความหมายแทนสิ่งเหล่านั้น เช่น
·         คะแนนสอบวิชาภาษาไทยของนักเรียน
·         อายุของพนักงานในบริษัทชินวัตรจำกัด
·         ราคาขายของหนังสือในร้านหนังสือดอกหญ้า
·         คำตอบที่ผู้ถูกสำรวจตอบในแบบสอบถาม
 กระบวนการทำงาน ( Procedure )
                องค์ประกอบด้านนี้หมายถึงกระบวนการทำงานเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามต้องการ ในการทำงานกับคอมพิวเตอร์ผู้ใช้จำเป็นต้องทราบขั้นตอนการทำงานเพื่อให้ได้งานที่ถูกต้องและมีประสิทธิภาพ ซึ่งอาจจะมีขั้นตอนสลับซับซ้อนหลายขั้นตอน ดังนั้นจึงมีความจำเป็นต้องมีคู่มือปฏิบัติงาน เช่น คู่มือผู้ใช้ ( user manual ) หรือคู่มือผู้ดูแลระบบ ( operation manual ) เป็นต้น

พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550

                ความผิดที่เข้าข่ายตาม  พ.ร.บ. ฉบับนี้

-  การเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบ
-  การเปิดเผยข้อมูลมาตรการป้องกันการเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ที่ผู้อื่นจัดทำขึ้นเป็นการเฉพาะ
-  การดักรับข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่น
-  การทำให้เสียหาย  ทำลาย  แก้ไข  เปลี่ยนแปลงข้อมูลโดยมิชอบ
-  การกระทำเพื่อใหการทำงานของระบบคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ
-  การส่งข้อมูลรบกวนการใช้ระบบคอมพิวเตอร์ของผู้อื่น
-  การจำหน่ายชุดคำสั่งที่จัดทำขึ้นเพื่อนำไปเป็นเครื่องมือในการกระทำผิด
-  การใช้ระบบคอมพิวเตอร์ทำความผิดอื่น
-  การตกแต่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่เป็นภาพของบุคคล
ผู้ให้บริการที่ระบุใน พ.ร.บ.
จำแนกออกเป็น  4  ประเภท  ได้แก่
1.  ผู้ประกอบการโทรคมนาคมไม่ว่าจะระบบโทรศัพท์  ระบบดามเทียม  ระบบวงจรเช่าหรือระบบบริการ
     สื่อสารไร้สาย
2.  ผู้ให้บริการเข้าถึงระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ไม่ว่าโดยอินเทอร์เน็ตทั้งผ่านสายและไร้สาย
3.  ผู้ให้บริการเช่าระบบคอมพิวเตอร์หรือให้เช่าบริการโปรแกรมประยุกต์
4.  ผู้ให้บริการข้อมูลคอมพิวเตอร์ผ่าน  appication  ต่างๆ  ที่เรียกว่า content  provider
ความผิดทางอาญา  ตาม  พ.ร.บ.  คอมพิวเตอร์
1.  เจ้าของไม่ให้เข้าระบบแต่แอบเข้าไป
จำคุกไม่เกิน  6  เดือนหรือปรับไม่เกิน  10,000  บาท  หรือทั้งจำทั้ง ปรับ
2.  รู้วิธีเข้าระบบคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นแล้วบอกต่อให้คนอื่นรู้
จำคุกไม่เกิน  1  เดือนหรือปรับไม่เกิน  20,000  บาท  หรือทั้งจำทั้ง ปรับ
3.  เจาะข้อมูลของผู้อื่นในระบบคอมพิวเตอร์
จำคุกไม่เกิน  2  ปีหรือปรับไม่เกิน  40,000  บาท  หรือทั้งจำทั้ง ปรับ
4.  แอบดักจับข้อมูลผู้อื่นระหว่างการสื่อสารผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์
จำคุกไม่เกิน  3  ปีหรือปรับไม่เกิน  60,000  บาท  หรือทั้งจำทั้ง ปรับ
5.  แก้ไขข้อมูลระบบคอมพิวเตอร์ของผู้อื่น
จำคุกไม่เกิน  5  ปีหรือปรับไม่เกิน  100,000  บาท  หรือทั้งจำทั้ง ปรับ
6.  ทำอะไรก็ตามที่เข้าไปก่อกวนระบบของผู้อื่น
 จำคุกไม่เกิน  5  ปีหรือปรับไม่เกิน  100,000  บาท  หรือทั้งจำทั้ง ปรับ
7.  ส่งข้อมูลให้ผู้อื่นซ้ำๆโดยไม่ได้ร้องขอ
ปรับไม่เกิน  100,000 บาท
8.  ความผิดข้อ 5 กับข้อ 6  ทำให้บุคคลอื่นเสียหาย
จำคุกไม่เกิน  10  ปีหรือปรับไม่เกิน  200,000  บาท
หากก่อความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศ  เศรษฐกิจและสังคม   จำคุกไม่เกิน  3-5  ปีหรือปรับไม่เกิน  60,000 - 300,000  บาท  และถ้าทำให้ใครตายจะเพิ่มโทษเป็น  จำคุกไม่เกิน  10 - 20  ปี
9.  ถ้าเป็นผู้ผลิตซอฟต์แวร์ทำให้เกิดความผิดในหลายข้อข้างต้น
จำคุกไม่เกิน  1  ปีหรือปรับไม่เกิน  20,000  บาท  หรือทั้งจำทั้ง ปรับ
10.  สร้างภาพโป๊  ทำเรื่องเท็จ  ทำการปลอมแปลง
จำคุกไม่เกิน  5  ปีหรือปรับไม่เกิน  100,000  บาท  หรือทั้งจำทั้ง ปรับ
11.  เจ้าของเว็บให้ความยินยอม/สนับสนุน  ข้อ  10
จำคุกไม่เกิน  5  ปีหรือปรับไม่เกิน  100,000  บาท  หรือทั้งจำทั้ง ปรับ
12.  เอารูปผู้อื่นมาตัดต่อแล้วนำไปเผยแพร่
จำคุกไม่เกิน    ปีหรือปรับไม่เกิน  60,000  บาท  หรือทั้งจำทั้ง ปรับ

ระบบสารสนเทศในองค์กร

                เมื่อกล่าวถึงระบบสารสนเทศ ในปัจจุบันส่วนใหญ่จะเป็นระบบที่นำคอมพิวเตอร์มาใช้ หรือที่เรียกว่า ระบบสารสนเทศอิงคอมพิวเตอร์ (Computer-Based Information Systems หรือ CBIS)ระบบสารสนเทศสามารถจัดแบ่งประเภทได้หลายวิธี ประเภทของระบบสารสนเทศที่สำคัญ 3 ประเภท ดังนี้
1. ระบบสารสนเทศจำแนกตามประเภทของธุรกิจ : โดยจะต้องออกแบบให้สอดคล้องและเหมาะสมกับลักษณะงานขององค์การเหล่านั้น ระบบสารสนเทศที่จำแนกตามประเภทของธุรกิจ โดยทั่วไปจะเป็นระบบสารสนเทศขนาดใหญ่ที่ประกอบด้วยระบบสารสนเทศที่จำแนกตามหน้าที่ย่อยๆ หลายระบบ
2. ระบบสารสนเทศจำแนกตามหน้าที่ของงาน : จะเป็นระบบที่จำแนกตามลักษณะหรือหน้าที่ของงานหลัก ซึ่งแต่ละระบบสามารถประกอบด้วยระบบสารสนเทศย่อยๆ ที่เป็นกิจกรรมของงานหลัก
3. ระบบสารสนเทศจำแนกตามลักษณะการดำเนินงาน :
โดยทั่วไประบบสารสนเทศที่อิงคอมพิวเตอร์ (Computer-Based Information Systems) แบ่งออกเป็น 6 ประเภทดังนี้
 1. ระบบสารสนเทศประมวลผลธุรกรรม (Transaction Processing Systems: TPS)
 2. ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ (Management Information System: MIS)
3. ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ (Decision Support Systems: DSS)
4. ระบบสารสนเทศสำหรับผู้บริหารระดับสูง (Executive Information Systems: EIS หรือ Executive Support Systems: ESS)

5. ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) และระบบผู้เชี่ยวชาญ (Expert Systems: ES)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น