ITและICT
ITย่อมาจาก information
technology แปลว่า เทคโนโลยีสารสนเทศ
หมายถึงเทคโนโลยีในการรวบรวมข้อมูล การจัดเก็บอย่างมีระบบ
การเรียกหาข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว การประมวลผล
การวิเคราะห์ผลที่ได้จากการประมวลนั้น รวมไปถึงการเน้นในเรื่องการแสดงผล
และประชาสัมพันธ์สารสนเทศนั้นอย่างมีประสิทธิภาพ
ในรูปแบบที่เหมาะสมกับผู้ที่จะนำไปใช้ต่อไป
ตลอดไปจนถึงการสื่อสารข้อมูลนั้นไปยังหน่วยงานต่าง ๆ ด้วย ว่ากันว่า IT กำลังจะก้าวเข้ามาแทนวิชา MIS (management information system) เพราะมีขอบเขตกว้างขวางกว่ามาก สรุปสั้น ๆ ได้ว่า เป็นเหมือนการนำวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์
(computer science) รวมกับนิเทศศาสตร์ (mass
communications)
ICT
ย่อมาจาก Information and Communication Technology แปลว่า เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หมายถึง
เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับข่าวสารข้อมูลและการสื่อสาร นับตั้งแต่การสร้าง การนำมาวิเคราะห์หรือประมวลผล
การรับและส่งข้อมูล การจัดเก็บและการนำไปใช้งานใหม่ เทคโนโลยีเหล่านี้มักจะหมายถึง
คอมพิวเตอร์ ซึ่งประกอบด้วยส่วนอุปกรณ์ (hardware) ส่วนคำสั่ง
(software) และส่วนข้อมูล (data) และระบบการสื่อสารต่าง
ๆ ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์ ระบบสื่อสารข้อมูล ดาวเทียมหรือเครื่องมือสื่อสารใด ๆ
ทั้งมีสายและไร้สาย
(ความหมายตามที่ให้ไว้ในแผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของประเทศไทย พ.ศ.
2545-2549)
เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมีความจำเป็นต่อชีวิตประจำวันทุกวันนี้อย่างยิ่ง
จึงตั้งหน่วยงานขึ้นรองรับและบริการ เกิดเป็นกระทรวงใหม่ชื่อ
"กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร-Ministry of Information and
Communication Technology" หรือกระทรวงไอซีที-ICT
วิทยาการและไอที
เทคโนโลยีสารสนเทศ
- กับองค์กร แนวโน้ม การนำมาใช้ การปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง
การปรับตัวขององค์กรในยุคสารสนเทศ
ความก้าวหน้าและพัฒนาการของเทคโนโลยีสารสนเทศส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติงานแต่ละหน่วยงานมากขึ้น
องค์การต่าง ๆ ในฐานะที่เป็นระบบย่อยภายในระบบสังคมมีความจำเป็นที่จะต้องปรับตัว
เพื่อความอยู่รอดและการเจริญเติบโตในอนาคต
ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้
หลายหน่วยงานได้ปรับโครงสร้างขององค์การจากโครงสร้างแบบลำดับขั้นเข้าสู่โครงสร้างระบบเครือข่าย
พัฒนาการของเทคโนโลยีสารสนเทศช่วยลดขั้นตอนการทำงาน ช่วยให้การตัดสินใจ
และการประสานงานระหว่างหน่วยงานมีประสิทธิภาพ จึงไม่ต้องมีการตรวจสอบและควบคุมเป็นลำดับขั้น
นอกจากบุคลากรรุ่นใหม่ยังมีความรู้และทักษะการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศสูงกว่าในอดีต
จึงพร้อมที่จะรับผิดชอบในการปฏิบัติงานของตนและกลุ่มมากขึ้น
แนวโน้มการใช้เทคโนโลยีขององค์การ
ปัจจุบันพัฒนาการและการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ในองค์การ
ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม
ซึ่งก่อให้เกิดความท้าทายแก่ผู้บริหารในอนาคตให้นำเทคโนโลยีมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ธุรกิจ
โดยผู้บริหารต้องมีความรู้ ความเข้าใจ และวิสัยทัศน์ต่อแนวโน้มของเทคโนโลยี
เพื่อให้สามารถตัดสินใจนำเทคโนโลยีมาใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ
ซึ่งเราสามารถจำแนกผลกระทบของเทคโนโลยีที่มีต่อการทำงานขององค์การออกเป็น 5 ลักษณะ
ดังต่อไปนี้
1.
การปรับปรุงรูปแบบการทำงานขององค์การ
2. การสนับสนุนการดำเนินงานเชิงกลยุทธ์
3. เครื่องมือในการทำงาน
4.
การเพิ่มผลผลิตของงานโดยเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล
5. เทคโนโลยีในการติดต่อสื่อสาร
ระบบของคอมพิวเตอร์
ฮาร์ดแวร์
(hardware)หมายถึง อุปกรณ์ต่างๆ ที่ประกอบขึ้นเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์
มีลักษณะเป็นโครงร่างสามารถมองเห็นด้วยตาและสัมผัสได้ (รูปธรรม) เช่น จอภาพ
คีย์บอร์ด เครื่องพิมพ์ เมาส์ เป็นต้น ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นส่วนต่างๆ
ตามลักษณะการทำงาน ได้ 4 หน่วย คือ หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing
Unit : CPU) หน่วยรับข้อมูล (Input Unit) หน่วยแสดงผล
(Output Unit) หน่วยเก็บข้อมูลสำรอง (Secondary
Storage)
ซอฟต์แวร์
คือโปรแกรมหรือชุดคำสั่ง ที่สั่งให้ฮาร์ดแวร์ทำงาน รวมไปถึงการควบคุมการทำงาน
ของอุปกรณ์แวดล้อมต่างๆ เช่น ฮาร์ดดิสก์ ดิสก์ไดร์ฟ ซีดีรอม การ์ดอินเตอร์เฟสต่าง
ๆ เป็นต้น ซอฟต์แวร์ เป็นสิ่งที่มองไม่เห็นจับต้องไม่ได้
แต่รับรู้การทำงานของมันได้ ซึ่งต่างกับ ฮาร์ดแวร์ (Hardware) ที่สามารถจับต้องได้ ซึ่งแบ่งเป็น
2 ประเภทคือ ซอฟต์แวร์ระบบ ( System Software )
ซอฟต์แวร์ประยุกต์ (Application
Software)
บุคลากรจะเป็นสิ่งสำคัญที่จะเป็นตัวกำหนดถึงประสิทธิภาพถึงความสำเร็จและความคุ้มค่าในการใช้งานคอมพิวเตอร์
ซึ่งสามารถแบ่งบุคลากรตามหน้าที่เกี่ยวข้องตามลักษณะงานได้ 6 ด้าน ดังนี้
นักวิเคราะห์และออกแบบระบบ (Systems Analyst and
Designer : SA )
โปรแกรมเมอร์ ( Programmer )
ผู้ใช้ ( User )
ผู้ปฏิบัติการ (Operator )
ผู้บริหารฐานข้อมูล ( Database
Administrator : DBA ) ย
ผู้จัดการระบบ (System Manager)
(Data) หมายถึง
ข้อเท็จจริงหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แล้วใช้ตัวเลขตัวอักษร หรือสัญลักษณ์ ต่างๆ
ทำความหมายแทนสิ่งเหล่านั้น เช่น
· คะแนนสอบวิชาภาษาไทยของนักเรียน
· อายุของพนักงานในบริษัทชินวัตรจำกัด
· ราคาขายของหนังสือในร้านหนังสือดอกหญ้า
· คำตอบที่ผู้ถูกสำรวจตอบในแบบสอบถาม
กระบวนการทำงาน ( Procedure )
องค์ประกอบด้านนี้หมายถึงกระบวนการทำงานเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามต้องการ
ในการทำงานกับคอมพิวเตอร์ผู้ใช้จำเป็นต้องทราบขั้นตอนการทำงานเพื่อให้ได้งานที่ถูกต้องและมีประสิทธิภาพ
ซึ่งอาจจะมีขั้นตอนสลับซับซ้อนหลายขั้นตอน
ดังนั้นจึงมีความจำเป็นต้องมีคู่มือปฏิบัติงาน เช่น คู่มือผู้ใช้ ( user manual ) หรือคู่มือผู้ดูแลระบบ ( operation manual ) เป็นต้น
พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
พ.ศ. 2550
ความผิดที่เข้าข่ายตาม พ.ร.บ. ฉบับนี้
- การเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบ
- การเปิดเผยข้อมูลมาตรการป้องกันการเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ที่ผู้อื่นจัดทำขึ้นเป็นการเฉพาะ
- การดักรับข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่น
- การทำให้เสียหาย ทำลาย
แก้ไข เปลี่ยนแปลงข้อมูลโดยมิชอบ
-
การกระทำเพื่อใหการทำงานของระบบคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ
- การส่งข้อมูลรบกวนการใช้ระบบคอมพิวเตอร์ของผู้อื่น
-
การจำหน่ายชุดคำสั่งที่จัดทำขึ้นเพื่อนำไปเป็นเครื่องมือในการกระทำผิด
- การใช้ระบบคอมพิวเตอร์ทำความผิดอื่น
- การตกแต่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่เป็นภาพของบุคคล
ผู้ให้บริการที่ระบุใน
พ.ร.บ.
จำแนกออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่
1.
ผู้ประกอบการโทรคมนาคมไม่ว่าจะระบบโทรศัพท์ ระบบดามเทียม
ระบบวงจรเช่าหรือระบบบริการ
สื่อสารไร้สาย
2.
ผู้ให้บริการเข้าถึงระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ไม่ว่าโดยอินเทอร์เน็ตทั้งผ่านสายและไร้สาย
3. ผู้ให้บริการเช่าระบบคอมพิวเตอร์หรือให้เช่าบริการโปรแกรมประยุกต์
4. ผู้ให้บริการข้อมูลคอมพิวเตอร์ผ่าน appication
ต่างๆ ที่เรียกว่า content provider
ความผิดทางอาญา ตาม
พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์
1. เจ้าของไม่ให้เข้าระบบแต่แอบเข้าไป
จำคุกไม่เกิน 6
เดือนหรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท
หรือทั้งจำทั้ง ปรับ
2.
รู้วิธีเข้าระบบคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นแล้วบอกต่อให้คนอื่นรู้
จำคุกไม่เกิน 1
เดือนหรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท
หรือทั้งจำทั้ง ปรับ
3. เจาะข้อมูลของผู้อื่นในระบบคอมพิวเตอร์
จำคุกไม่เกิน 2
ปีหรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท
หรือทั้งจำทั้ง ปรับ
4.
แอบดักจับข้อมูลผู้อื่นระหว่างการสื่อสารผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์
จำคุกไม่เกิน 3
ปีหรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท
หรือทั้งจำทั้ง ปรับ
5. แก้ไขข้อมูลระบบคอมพิวเตอร์ของผู้อื่น
จำคุกไม่เกิน 5
ปีหรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท
หรือทั้งจำทั้ง ปรับ
6. ทำอะไรก็ตามที่เข้าไปก่อกวนระบบของผู้อื่น
จำคุกไม่เกิน
5 ปีหรือปรับไม่เกิน 100,000
บาท หรือทั้งจำทั้ง ปรับ
7. ส่งข้อมูลให้ผู้อื่นซ้ำๆโดยไม่ได้ร้องขอ
ปรับไม่เกิน 100,000 บาท
8. ความผิดข้อ 5 กับข้อ 6 ทำให้บุคคลอื่นเสียหาย
จำคุกไม่เกิน 10
ปีหรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท
หากก่อความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศ เศรษฐกิจและสังคม จำคุกไม่เกิน
3-5 ปีหรือปรับไม่เกิน 60,000 - 300,000 บาท
และถ้าทำให้ใครตายจะเพิ่มโทษเป็น
จำคุกไม่เกิน 10 - 20 ปี
9.
ถ้าเป็นผู้ผลิตซอฟต์แวร์ทำให้เกิดความผิดในหลายข้อข้างต้น
จำคุกไม่เกิน 1
ปีหรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท
หรือทั้งจำทั้ง ปรับ
10. สร้างภาพโป๊
ทำเรื่องเท็จ ทำการปลอมแปลง
จำคุกไม่เกิน 5
ปีหรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท
หรือทั้งจำทั้ง ปรับ
11. เจ้าของเว็บให้ความยินยอม/สนับสนุน ข้อ 10
จำคุกไม่เกิน 5
ปีหรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท
หรือทั้งจำทั้ง ปรับ
12. เอารูปผู้อื่นมาตัดต่อแล้วนำไปเผยแพร่
จำคุกไม่เกิน ปีหรือปรับไม่เกิน 60,000
บาท หรือทั้งจำทั้ง ปรับ
ระบบสารสนเทศในองค์กร
เมื่อกล่าวถึงระบบสารสนเทศ
ในปัจจุบันส่วนใหญ่จะเป็นระบบที่นำคอมพิวเตอร์มาใช้ หรือที่เรียกว่า
ระบบสารสนเทศอิงคอมพิวเตอร์ (Computer-Based Information Systems หรือ CBIS)ระบบสารสนเทศสามารถจัดแบ่งประเภทได้หลายวิธี
ประเภทของระบบสารสนเทศที่สำคัญ 3 ประเภท ดังนี้
1.
ระบบสารสนเทศจำแนกตามประเภทของธุรกิจ : โดยจะต้องออกแบบให้สอดคล้องและเหมาะสมกับลักษณะงานขององค์การเหล่านั้น
ระบบสารสนเทศที่จำแนกตามประเภทของธุรกิจ
โดยทั่วไปจะเป็นระบบสารสนเทศขนาดใหญ่ที่ประกอบด้วยระบบสารสนเทศที่จำแนกตามหน้าที่ย่อยๆ
หลายระบบ
2.
ระบบสารสนเทศจำแนกตามหน้าที่ของงาน : จะเป็นระบบที่จำแนกตามลักษณะหรือหน้าที่ของงานหลัก
ซึ่งแต่ละระบบสามารถประกอบด้วยระบบสารสนเทศย่อยๆ ที่เป็นกิจกรรมของงานหลัก
3.
ระบบสารสนเทศจำแนกตามลักษณะการดำเนินงาน :
โดยทั่วไประบบสารสนเทศที่อิงคอมพิวเตอร์
(Computer-Based
Information Systems) แบ่งออกเป็น 6 ประเภทดังนี้
1. ระบบสารสนเทศประมวลผลธุรกรรม (Transaction
Processing Systems: TPS)
2. ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ (Management
Information System: MIS)
3.
ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ (Decision
Support Systems: DSS)
4.
ระบบสารสนเทศสำหรับผู้บริหารระดับสูง (Executive Information Systems: EIS หรือ Executive Support Systems: ESS)
5.
ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial
Intelligence: AI) และระบบผู้เชี่ยวชาญ (Expert Systems: ES)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น